บทที่ 10 กรอก(1)
‘ลูกค้าต้องการรับกรมธรรพ์ที่บ้านหรือที่ทำงานคะ...’
เสียงหวานของเซลล์ขายประกันทางดังรอดผ่านหูฟังออกมา หลังจากนั้นก็ลงทะเบียนให้ลูกค้า แน่นอนว่าทั้งหมดทั้งมวลที่เธอนั่งฟังมาลูกค้าในสายไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังซื้อประกันอยู่
สายสุดท้ายฟังเสร็จก็พอดีกับเลิกงาน เมื่อส่งงานกลับไปให้ฝ่ายขายเรียบร้อยแล้ว ทอฝันก็จัดการปิดเครื่อง แล้วเดินเหม่อลอยออกไปเอากระเป๋าที่ล็อกเกอร์
“ฝันถ้าไม่รีบกลับไปกินหมูกระทะด้วยกันไหม”
มิกาเพื่อนร่วมงานของเธอร้องถามขณะเดินออกมาจากห้องทำงาน โดยมีแก้มกลมหัวหน้าแผนกที่เธอทำงานอยู่เดินตามหลังออกมา
“พวกพี่ไปกันก่อนเลยค่ะ วันนี้ฝันเหนื่อยมากค่ะ”
เธอตอบพร้อมกับส่งยิ้มบาง ๆ ไปให้ แล้วก็เดินออกมาเลย พักหลังมานี้เธอทำงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไม่มีรอยยิ้มเหมือนเมื่อก่อน เพื่อนร่วมงานเป็นห่วงมากถามว่าเป็นอะไร หญิงสาวก็บอกว่าไม่ได้เป็นอะไร โดยที่ไม่มีใครู้เลยว่าข่าวซุบซิบเรื่องคู่หมั้นของท่านรองประธานที่ถูกรถชนตาย คู่กรณีคือเธอเอง
เมื่อเดินพ้นออกจากเขตบริษัท ร่างอวบก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพายเพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู ทันทีที่หน้าจอสว่างขึ้น คิ้วเรียวก็ต้องขมวดเข้าหากันด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นการแจ้งเตือนสายที่ไม่ได้รับ
'แม่' (Missed calls: 12)
ทอฝันใจคอไม่ดี ร้อยวันพันปีโสภาพรรณไม่เคยโทรหาเธอถี่ขนาดนี้มาก่อน ยิ่งช่วงนี้เกิดเรื่องใหญ่ แม่ยิ่งกำชับนักหนาว่าไม่ให้ติดต่อหรือไปมาหาสู่กันถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝั่งนั้นสงสัย หญิงสาวรีบกดโทรกลับหาผู้เป็นแม่ทันทีด้วยมือที่สั่นเทา
"รับสิคะแม่... รับสิ..."
เธอพึมพำกับตัวเองขณะรอสาย ทว่าเสียงสัญญาณรอสายดังอยู่นานจนตัดไปก็ไม่มีคนรับ ทอฝันกดโทรออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิมคือปลายสายไม่ยอมกดรับ ความกระวนกระวายใจเริ่มก่อตัวขึ้นในอก หรือว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับแม่ หรือความลับเรื่องที่เธอเป็นลูกติดจะแตกแล้ว
ความกังวลทำให้เธอไม่มีกะจิตกะใจจะแวะซื้อข้าวเย็นอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก หญิงสาวรีบโบกแท็กซี่หน้าบริษัทเพื่อมุ่งหน้ากลับคอนโดฯ ของตัวเองทันที ตลอดทางเธอยังคงพยายามต่อสายหาแม่ แต่ก็ไร้การตอบรับจนกระทั่งแบตเตอรี่โทรศัพท์ของเธอแจ้งเตือนว่าใกล้จะหมด
ทันทีที่รถมาจอดเทียบหน้าตึก ทอฝันรีบจ่ายเงินแล้วกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปขึ้นลิฟต์ ตัวเลขบอกชั้นบนหน้าจอค่อย ๆ เปลี่ยนไปช้า ๆ ในความรู้สึกของคนที่กำลังร้อนใจ จนกระทั่งประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นเป้าหมาย ร่างอวบรีบ
จ้ำอ้าวไปตามทางเดินปูพรมที่ทอดยาวไปยังห้องพักของตัวเอง
ทว่าเมื่อเดินเลี้ยวมาถึงหน้าประตูห้อง ฝีเท้าที่กำลังเร่งรีบก็ต้องหยุดชะงัก ภาพที่เห็นตรงหน้าคือร่างของผู้เป็นแม่ที่ปกติมักจะแต่งตัวสวย สวมเครื่องประดับราคาแพง และวางท่าเย่อหยิ่งอยู่เสมอ บัดนี้กลับนั่งกอดเข่าคุดคู้พิงอยู่กับบานประตูห้องของเธอ ผมเผ้าที่เคยเซตมาอย่างดีหลุดลุ่ยยุ่งเหยิง ร่างกายของโสภาพรรณสั่นเทาอย่างรุนแรงราวกับคนจับไข้ ใบหน้าที่เงยขึ้นมามองเธอเต็มไปด้วยคราบน้ำตา และซีดเผือดไร้สีเลือด และแววตาเต็มไปด้วยความหวาดผวาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"แม่!"
ทอฝันร้องเสียงหลง ทิ้งกระเป๋าสะพายลงพื้นอย่างไม่ไยดี แล้วรีบพุ่งตัวถลาเข้าไปหาผู้เป็นแม่ทันที ร่างอวบทิ้งตัวลงคุกเข่าประคองกอดร่างของโสภาพรรณเอาไว้แน่นด้วยความตื่นตระหนก
"แม่คะ! เกิดอะไรขึ้น ทำไมแม่มาอยู่ที่นี่ สภาพแบบนี้ใครทำอะไรแม่คะ แล้วทำไมหนูโทรไปแม่ถึงไม่รับสายคะ แม่ทำหนูตกใจไปหมดแล้วนะ" ทอฝันละล่ำละลักถาม มืออวบลูบตามแขนและใบหน้าของมารดาที่เย็นเฉียบ
โสภาพรรณไม่ได้ตอบคำถามในทันที หญิงวัยกลางคนช้อนตามองลูกสาวด้วยความหวาดกลัว สองมือที่สั่นระริกเอื้อมมาบีบต้นแขนของทอฝันแน่นจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อ
"ยายฝันช่วยแม่ด้วยลูกคราวนี้แม่ตายแน่ ๆ" โสภาพรรณสะอื้นเสียงแหบแห้งจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง
"มีอะไรคะแม่ ใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ ลุกขึ้นก่อน เรารีบเข้าไปคุยกันในห้องเถอะค่ะ"
ทันทีที่ประตูปิดลง โสภาพรรณหันมาจับแขนลูกสาวแน่น ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความเว้าวอน
“แกต้องช่วยแม่”
“ช่วยเรื่องอะไรคะ แล้วแม่มาที่นี่ทำไม ไหนบอกว่าช่วงนี้อย่าเพิ่งมาเจอกันยังไงคะ”
“อย่าถามมาก เก็บข้าวของซะฝัน เก็บเสื้อผ้าของแกใส่กระเป๋า เดี๋ยวนี้!”
โสภาพรรณไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับออกคำสั่ง พร้อมกับเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าของลูกสาวแล้วกวาดเสื้อผ้าสองสามชุดโยนลงบนเตียง
“แม่ทำอะไรคะ จะให้หนูเก็บของไปไหน หนูไม่ไปไหนทั้งนั้นอ่า หนูยังต้องรอขึ้นศาลอีกนะ” ทอฝันรีบเดินไปจับมือแม่เอาไว้แน่น
“แกต้องย้ายออกไปจากที่นี่ ไปอยู่ที่คอนโดของคุณคิน คืนนี้เลย!”
“อะไรนะคะ! ไปอยู่กับคุณคิน ทำไมหนูต้องไปอยู่กับเขาด้วยคะ นี่แม่กำลังพูดเรื่องอะไรกันแน่”
โสภาพรรณหันมากระชากแขนลูกสาวอย่างแรง จ้องหน้าทอฝันด้วยแววตาดุดัน
